เรื่องมีอยู่ว่ามีพระอรหันต์รูปหนึ่งเป็นพระที่มีบุญญาธิการสูงเพราะ พระรูปนี้ได้อยู่เป็นพระประจำวันของวัง วังหนึ่งเป็นที่เคารพนับถือมากของคนในวังและพระราชา พระรูปนี้ได้ฉันอาหารดีๆ ทุกวัน เพราะเป็นอาหารชนิดเดียวกับที่พระราชาทานนั้นเอง แต่ทว่ามีอยู่วันหนึ่งได้มีการทำพิธีกรรมต่างๆ ในวัง พระราชาองค์นั้นจึงได้นิมนต์เจ้าอาวาสจากวัดที่ใกล้วังวัดหนึ่งมาร่วมทำพิธีกรรมต่างๆ พร้อมเทศนาธรรม เจ้าอาวาสรูปนี้ได้รับการต้อนรับจากพระราชาเป็นอย่างดี ตั้งแต่เรื่องอาหารการกินรวมไปถึงวัตถุปัจจัย เจ้าอาวาสทรงได้รับความสุขสําราญเป็นอย่างมาก จึงไปได้เกิดความคิดขึ้นมาว่า หากไม่มีพระอรหันต์รูปนี้ ทางวังคงจะต้องให้เรามาอยู่ในวังนี้แทนแน่ แต่ในขณะที่เจ้าอาวาสรูปนี้กำลังคิดและพูดคนเดียวอยู่นั้น พระอรหันต์รูปนี้ก็ผ่านมาได้ยินพอดีจึงทำให้เกิดความคิดเกรงใจและกลัวว่าพระรูปนี้จะเอาเรื่องความเป็นอยู่ของตนไปพูดในทางที่ไม่ดีจึงมีความคิดจะออกเดินทางไปแสวงบุญในป่าในวันรุ่งขึ้นหลังจากที่ได้บิณฑบาตเสร็จ เมื่อมาถึงวันรุ่งขึ้น พระราชาได้ทรงตรัสนิมนต์พระทั้งสองออกมาบิณฑบาต รอบเมืองโดยได้บอกกับทางเจ้าอาวาสไว้เพียงผู้เดียว เมื่อถึงเวลาบิณฑบาต พระเจ้าอาวาสได้ตื่นขึ้นมาพร้อมตีระฆังโดยใช้เล็บตี เคาะประตูเรียกพระอรหันต์โดยใช้เล็บ เพื่อที่จะไม่ให้ได้ยินเสียงและไม่อยากให้ตื่นออกมาบิณฑบาตด้วยกัน เมื่อเจ้าอาวาสได้บิณฑบาตอบเมืองเสร็จก็ได้ทรงถาม พระราชาว่า นี่หรือคือพระอรหันต์ที่อยู่ที่นี่มานานแต่ไม่เคยรู้หน้าที่ตนเองเอาเสียเลย ทางด้านพระราชาจึงกล่าวมาว่า พระอรหันต์รูปนี้เมื่อวานได้ทรงทำงานในวังหนัก ทั้งปัดกวาดเช็ดถูออกเดินทางไปแสวงบุญมาทั้งวันอาจจะมีอาการเหนื่อยล้า จึงตื่นมาทำกิจไม่ไหว ทางพระราชาจึงได้ใส่บาตรกับเจ้าอาวาสเผื่อพระอรหันต์ด้วย เมื่อถึงทางกับมาที่ห้องพัก เจ้าอาวาสมีความคิดอิจฉาไม่อยากให้อาหารนี้ไปถึงพระอรหันต์ จึงมีความคิดจะเอาอาหารที่บิณฑบาตมานี้ไปเททิ้งน้ำ แต่น้ำที่จะเทก็ใสมากจึงกลัวว่าชาวบ้านผ่านมาจะเห็นได้ว่ามีคนเอาหารมาทิ้ง จึงเดินมาเจอกองฟืนที่กำลังมีเพลิงติดค่อนข้างจะแรงจึงได้เอาอาหารในบาตรไปเททิ้งในกองเพลิงนั้นแล้วก็เดินกลับมาถึงที่พัก เมื่อกลับมาถึงก็ไม่พบพระอรหันต์แล้ว จึงทำให้เจ้าอาวาสเกิดความรู้สึกผิดที่คิดไม่ดีต่อพระอรหันต์จึงทำให้เป็นพระที่ไม่มีความสุขเพราะจิตใจไม่สงบคิดฟุ้งซ่านนั้นเอง

เมื่อเจ้าอาวาส มรณภาพก็เกิดมาเป็นเปรต 500 ชาติ เกิดเป็นสุนัขอีก 500 ชาติ และชาติสุดท้ายก็เกิดมาเป็นมนุษย์ที่มีชีวิตลำบากสุดๆ เพราะได้เกิดมาในครอบครัวชาวประมงครอบครัวหนึ่งที่มีฐานะยากจน เมื่อเขาได้เกิดมาไม่กี่ปี เมืองที่อาศัยอยู่กับอยู่ในช่วงที่ตกต่ำอย่างมากทำมาหากินไม่ขึ้นจนทำให้ชาวบ้านเกิดการแบ่งแยกออกเป็นสองกลุ่ม โดยกลุ่มที่มีเด็กคนนี้อยู่ก็ทำมาหากินไม่ขึ้นสักที แต่ชาวบ้านอีกกลุ่มดันมีฐานะดีขึ้นกันถ้วนหน้า จึงทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าคนในกลุ่มที่มีเด็กคนนี้เกิดต้องมีคนที่เป็นกาลกิณีในหมู่บ้าน เมื่อเวลาผ่านไปชาวบ้านจึงได้รู้ว่าครอบครัวของเด็กคนนี้นี่เองที่เป็นกาลกิณี ซึ่งคนในครอบครัวก็คิดกันไปต่างๆ นาๆ และนึกถึงในสมัยที่ยังไม่มีลูกคนนี้ก็ยังทำมาหากินได้ตามปกติ แต่เมื่อมีลูกคนนี้เกิดมาก็ทำให้ชีวิตตกต่ำเป็นอย่างมาก ทางครอบครัวจึงตัดสินใจไล่เด็กคนนี้ออกไปนอกบ้าน ตั้งแต่อายุ 4 ขวบ เด็กคนนี้ต้องหากินด้วยตัวเองโดยการเดินเร่รอนหาเศษข้าวกินไปวันๆ ซึ่งมีชีวิตที่ลำบากมากเป็นแบบนี้มานานหลายปี จนกระทั่งมี พระรูปหนึ่งผ่านมาเห็นก็รู้สึกสงสารและเวทนา จึงได้ตามเด็กหนุ่มคนนี้ว่า อยากบวชไหม เด็กหนุ่มคนนี้ก็ตอบกลับมาว่าอยากบวชครับ พระรูปนี้จึงได้ให้เด็กหนุ่มคนนี้บวชเป็นเณรก่อนจนกว่าจะอายุครบ 21 ปีค่อยบวชเป็นพระ พระรูปนี้มีชื่อแปลเป็นไทยว่า พระไม่มีบุญ เพราะเมื่อออกไปบิณฑบาตทีไรจะได้อาหารมาน้อยทุกครั้ง สาเหตูเกิดจากชาวบ้านเห็นอาหารในบาตรของพระไม่มีบุญมีอาหารเต็มแล้วจึงได้ตักอาหารให้กับพระองค์อื่น เมื่อเป็นเช่นนั้นมาเรื่อยๆ มีอยู่วันหนึ่งพระที่ได้พาพระไม่มีบุญมาบวชได้ออกงานนอกหมู่บ้าน จึงได้ฝากเด็กวัดคนหนึ่งเอากับข้าวกับมาให้พระไม่มีบุญฉันแต่ในระหว่างทางที่กำลังเดินกับมานั้น เด็กวัดก็ได้กินอาหารเองเสียหมดจนลืมไปว่าต้องนำกลับมาให้พระไม่มีบุญฉัน เมื่อพระที่ฝากอาหารมาทราบเรื่องว่าพระไม่มีบุญไม่ได้ฉัน ในวันรุ่งขึ้นพระรูปนี้จึงพาพระไม่มีบุญออกมาบิณฑบาตกับเจ้าชายในวังวังหนึ่ง เมื่อมาถึงวังทางด้านเจ้าชายจึงได้ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี และเมื่อถึงเวลาถวายอาหารพระที่ได้พาพระไม่มีบุญมาได้ทำการรับอาหารทั้งหมดด้วยตัวเอง จึงทำให้วันนั้นเป็นวันที่พระไม่มีบุญได้ฉันข้าวเต็มอิ่มเป็นครั้งแรก และไม่กี่วันผ่านมา พระไม่มีบุญก็ปรินิพพาน

การปล่อยวาง

เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าการที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์นั้นไม่ควรคิดร้าย ใส่ร้าย หรือกระทำการใดๆ ที่ไม่ดีจนทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน มิเช่นนั้นจะเป็นเหมือนพระไม่มีบุญรูปนี้ที่ชาติก่อน มีความอิจฉาริษยาผู้อื่นจนทำให้มีกรรมติดตัวไปไม่รู้กี่ร้อยชาติจนกว่าจะชดใช้กรรมที่ได้ก่อไว้จนหมด